T.LOGICAL RESOLUTION
ทรานฟอร์มบริษัทยังไงให้ปังทันยุคสมัย

เริ่มต้นก้าวแรกของ Digital Transformation คีย์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด
ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่หลายคนต้องการ ทำให้หลายธุรกิจประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนบางธุรกิจอาจต้องปิดตัวกันไป และนาทีนี้เองเรื่องเก่าก็ถูกเอามาเล่าใหม่อีกครั้ง…

เชื่อว่าทุกคนต่างเคยได้ยิน ได้อ่าน จนไปถึงเคยได้ลองกลยุทธ์ “การปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัล” (Digital Transformation) กันมามากพอสมควร และจากผลสำรวจดูเหมือนว่าเกือบ 80% ของธุรกิจส่วนใหญ่ไปไม่ถึงฝัน เพราะการเริ่มต้นที่ผิดเลยเป็นผลให้ผู้ประกอบกิจการส่วนใหญ่ไม่อยากเสี่ยงอีกเป็นครั้งที่ 2 ท้ายสุดแล้วจึงเลือกกลับไปบริหารจัดการทุกอย่างด้วยรูปแบบเดิม

แต่ดูเหมือนวันนี้การปรับกลยุทธ์และลงทุนด้านดิจิทัล ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป กลับกันการพาธุรกิจเข้าสู่ดิจิทัล (Digital Business) ให้เร็วที่สุด ดูจะเป็นหนทางที่ช่วยให้สามารถรับมือและฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อในวันที่โควิด-19 ได้ผ่านไป Digital Transformation จะเป็นคีย์สำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว วันนี้เรามาดูกันว่าอะไรบ้างที่เราต้องรู้เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สำเร็จ

1. คนและวัฒนธรรมในองค์กร
ทุกคนในองค์กรนับเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด ถ้าคนในไม่พร้อมจะปรับตัว หรือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงก็ยากที่จะขยับตัวเข้าสู่ดิจิทัล ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดขึ้นในระดับพนักงาน บางครั้งก็เกิดขึ้นกับระดับผู้บริหาร ปัญหาส่วนใหญ่คือทุกคนยังติดอยู่ใน Comfort Zone ไม่อยากเสียเวลาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือบางครั้งผู้บริหารเองก็ใช้วิธีการจัดการแบบเดิม ๆ

ข้อผิดพลาดที่สุดคือความเข้าใจที่ว่า “ระบบออโตเมชัน” ต่าง ๆ จะเข้ามาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ลดจำนวนพนักงาน ตายแล้ววว…แค่ได้ยินเท่านี้หลายคนก็ต้องเริ่มต่อต้านกันแล้วล่ะ ดังนั้นต้องให้ทั้งองค์กรเข้าใจตรงกันก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเข้ามาช่วยให้ทุกคนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นหมายความว่าทุกคนจะทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้นอย่างมีคุณภาพ(มากขึ้น)ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังช่วยให้การวัดผลพนักงานเป็นไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ใครทำดีก็ได้ดีจริง ๆ แล้วงานนี้!!!

2. “เครื่องมือยิ่งเยอะ ยิ่งดี”
หยุดดดด…นี่คือความคิดที่ผิดอย่างมหันต์ การปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่จำนวนเครื่องมือหรือโปรแกรมที่เอามาใช้ โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีจำนวนทีมงานมาก การใช้โปรแกรมหลายอย่างเพื่อบริหารจัดการจะยิ่งทำให้การทำงานระหว่างฝ่ายยากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆเหมือนเราสอนให้ฝ่าย A ใช้ภาษาอังกฤษ ฝ่าย B ใช้ภาษาญี่ปุ่น และฝ่าย C ใช้ภาษาจีน คราวนี้เวลาทั้ง 3 ฝ่ายต้องมาประชุมงานร่วมกัน “ความพัง” ก็จะบังเกิดเพราะแต่ละฝ่ายก็มีภาษาของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็.. คุยกันไม่รู้เรื่องแน่นอน

ดังนั้นการใช้โปรแกรมบริหารจัดการขององค์กรควรจะอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน แล้วการเพิ่มเครื่องมืออื่น ๆ เฉพาะทางนั้น ให้ไปเกิดขึ้นในระดับการทำงานของฝ่ายนั้น ๆ ตามความเหมาะสมของการใช้งาน

โปรดจำไว้เสมอว่าเทคโนโลยีคือเครื่องทุ่นแรงของเรา การเข้ามาของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเราจะต้องทำให้เราทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่มีแล้วแย่ลงหรือทำให้การทำงานมีอุปสรรคมากขึ้นกว่าเดิม

3. แต่งตั้งทีมงานรับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ภายในองค์กรควรมีการจัดตั้งทีมงานที่รับผิดชอบในโครงการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคุณสมบัตินั้นง่ายมาก ขอแค่เข้าใจการทำงานทั้งระบบงานในฝ่ายตัวเองอย่างละเอียด เมื่อทุกคนมารวมกันก็จะเหมือนจิ๊กซอว์แต่ละส่วนที่ประกอบกันเป็นภาพใหญ่ที่สมบูรณ์


4. Software สำเร็จรูป และ Software house อาจยังไม่พอ
นี่ถือเป็นอีกเรื่องที่หลายที่ชอบทำกัน…แต่ความจริงแล้วนั้นไม่ว่าการซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปหรือการจ้างซอฟต์แวร์เฮ้าส์มาเขียนระบบที่เราต้องการขึ้นมา อาจฟังเหมือนจะง่ายและประหยัดแต่ท้ายสุดแล้วพอระบบออนไลน์ขึ้นมา 80% พับเก็บ!

อย่าลืมว่าระบบหรือโปรแกรมสำเร็จรูปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานเฉพาะเจาะจงของแต่ละที่ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาใช้งานขึ้นจริงทำให้พนักงานหลายคนมองว่า นอกจากจะไม่ช่วยให้งานพวกเขาเสร็จแล้ว ยังทำให้พวกเขาเสียเวลาลองผิดลองถูกเพื่อปรับตัวเข้าหาระบบอีก ท้ายที่สุดบริษัทก็ต้องยอมแพ้พับระบบทิ้งแล้วกลับสู่สามัญอีกครั้ง

แล้วทำไมระบบที่จ้าง Software house มาเขียนยังไม่พอ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก็ว่า Software house ก็คือบริษัทที่ทำหน้าที่เขียนโปรแกรม วิธีการคิดก็จะไม่เหมือนกับตัวผู้ใช้ (End user) ดังนั้นในเขาจะไม่สามารถเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังความต้องการที่แท้จริงของบุคคลภายในได้ เพราะไม่มีคนที่ทำหน้าที่วิเคราะห์แบบดิจิทัลและประมวลผลข้อมูลนั้นก่อนที่จะวางแผนการเปลี่ยนแปลงให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงกลายเป็นการเริ่มต้นแบบงง ๆ ตามคำสั่งที่ถูกส่งต่อกันมาจากผู้บริหาร เมื่อไม่มีบลูพรินต์ที่ดีและถูกต้อง ผลลัพท์มันก็จะออกมาแบบงง ๆ แบบนี้ล่ะ อีกอย่างเมื่อเราไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ ใครจะช่วยเราตรวจสอบความถูกต้องและความเรียบร้อยของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมากันล่ะ.. จริงไหม

ทรานฟอร์มบริษัทยังไงให้ปังทันยุคสมัย

เริ่มต้นก้าวแรกของ Digital Transformation คีย์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด
ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่หลายคนต้องการ ทำให้หลายธุรกิจประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนบางธุรกิจอาจต้องปิดตัวกันไป และนาทีนี้เองเรื่องเก่าก็ถูกเอามาเล่าใหม่อีกครั้ง…

เชื่อว่าทุกคนต่างเคยได้ยิน ได้อ่าน จนไปถึงเคยได้ลองกลยุทธ์ “การปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัล” (Digital Transformation) กันมามากพอสมควร และจากผลสำรวจดูเหมือนว่าเกือบ 80% ของธุรกิจส่วนใหญ่ไปไม่ถึงฝัน เพราะการเริ่มต้นที่ผิดเลยเป็นผลให้ผู้ประกอบกิจการส่วนใหญ่ไม่อยากเสี่ยงอีกเป็นครั้งที่ 2 ท้ายสุดแล้วจึงเลือกกลับไปบริหารจัดการทุกอย่างด้วยรูปแบบเดิม

แต่ดูเหมือนวันนี้การปรับกลยุทธ์และลงทุนด้านดิจิทัล ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป กลับกันการพาธุรกิจเข้าสู่ดิจิทัล (Digital Business) ให้เร็วที่สุด ดูจะเป็นหนทางที่ช่วยให้สามารถรับมือและฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อในวันที่โควิด-19 ได้ผ่านไป Digital Transformation จะเป็นคีย์สำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว วันนี้เรามาดูกันว่าอะไรบ้างที่เราต้องรู้เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สำเร็จ

1. คนและวัฒนธรรมในองค์กร
ทุกคนในองค์กรนับเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด ถ้าคนในไม่พร้อมจะปรับตัว หรือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงก็ยากที่จะขยับตัวเข้าสู่ดิจิทัล ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดขึ้นในระดับพนักงาน บางครั้งก็เกิดขึ้นกับระดับผู้บริหาร ปัญหาส่วนใหญ่คือทุกคนยังติดอยู่ใน Comfort Zone ไม่อยากเสียเวลาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือบางครั้งผู้บริหารเองก็ใช้วิธีการจัดการแบบเดิม ๆ

ข้อผิดพลาดที่สุดคือความเข้าใจที่ว่า “ระบบออโตเมชัน” ต่าง ๆ จะเข้ามาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ลดจำนวนพนักงาน ตายแล้ววว…แค่ได้ยินเท่านี้หลายคนก็ต้องเริ่มต่อต้านกันแล้วล่ะ ดังนั้นต้องให้ทั้งองค์กรเข้าใจตรงกันก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเข้ามาช่วยให้ทุกคนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นหมายความว่าทุกคนจะทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้นอย่างมีคุณภาพ(มากขึ้น)ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังช่วยให้การวัดผลพนักงานเป็นไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ใครทำดีก็ได้ดีจริง ๆ แล้วงานนี้!!!


2. “เครื่องมือยิ่งเยอะ ยิ่งดี”
หยุดดดด…นี่คือความคิดที่ผิดอย่างมหันต์ การปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่จำนวนเครื่องมือหรือโปรแกรมที่เอามาใช้ โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีจำนวนทีมงานมาก การใช้โปรแกรมหลายอย่างเพื่อบริหารจัดการจะยิ่งทำให้การทำงานระหว่างฝ่ายยากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆเหมือนเราสอนให้ฝ่าย A ใช้ภาษาอังกฤษ ฝ่าย B ใช้ภาษาญี่ปุ่น และฝ่าย C ใช้ภาษาจีน คราวนี้เวลาทั้ง 3 ฝ่ายต้องมาประชุมงานร่วมกัน “ความพัง” ก็จะบังเกิดเพราะแต่ละฝ่ายก็มีภาษาของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็.. คุยกันไม่รู้เรื่องแน่นอน

ดังนั้นการใช้โปรแกรมบริหารจัดการขององค์กรควรจะอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน แล้วการเพิ่มเครื่องมืออื่น ๆ เฉพาะทางนั้น ให้ไปเกิดขึ้นในระดับการทำงานของฝ่ายนั้น ๆ ตามความเหมาะสมของการใช้งาน

โปรดจำไว้เสมอว่าเทคโนโลยีคือเครื่องทุ่นแรงของเรา การเข้ามาของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเราจะต้องทำให้เราทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่มีแล้วแย่ลงหรือทำให้การทำงานมีอุปสรรคมากขึ้นกว่าเดิม

3. แต่งตั้งทีมงานรับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ภายในองค์กรควรมีการจัดตั้งทีมงานที่รับผิดชอบในโครงการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคุณสมบัตินั้นง่ายมาก ขอแค่เข้าใจการทำงานทั้งระบบงานในฝ่ายตัวเองอย่างละเอียด เมื่อทุกคนมารวมกันก็จะเหมือนจิ๊กซอว์แต่ละส่วนที่ประกอบกันเป็นภาพใหญ่ที่สมบูรณ์


4. Software สำเร็จรูป และ Software house อาจยังไม่พอ
นี่ถือเป็นอีกเรื่องที่หลายที่ชอบทำกัน…แต่ความจริงแล้วนั้นไม่ว่าการซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปหรือการจ้างซอฟต์แวร์เฮ้าส์มาเขียนระบบที่เราต้องการขึ้นมา อาจฟังเหมือนจะง่ายและประหยัดแต่ท้ายสุดแล้วพอระบบออนไลน์ขึ้นมา 80% พับเก็บ!

อย่าลืมว่าระบบหรือโปรแกรมสำเร็จรูปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานเฉพาะเจาะจงของแต่ละที่ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาใช้งานขึ้นจริงทำให้พนักงานหลายคนมองว่า นอกจากจะไม่ช่วยให้งานพวกเขาเสร็จแล้ว ยังทำให้พวกเขาเสียเวลาลองผิดลองถูกเพื่อปรับตัวเข้าหาระบบอีก ท้ายที่สุดบริษัทก็ต้องยอมแพ้พับระบบทิ้งแล้วกลับสู่สามัญอีกครั้ง

แล้วทำไมระบบที่จ้าง Software house มาเขียนยังไม่พอ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก็ว่า Software house ก็คือบริษัทที่ทำหน้าที่เขียนโปรแกรม วิธีการคิดก็จะไม่เหมือนกับตัวผู้ใช้ (End user) ดังนั้นในเขาจะไม่สามารถเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังความต้องการที่แท้จริงของบุคคลภายในได้ เพราะไม่มีคนที่ทำหน้าที่วิเคราะห์แบบดิจิทัลและประมวลผลข้อมูลนั้นก่อนที่จะวางแผนการเปลี่ยนแปลงให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงกลายเป็นการเริ่มต้นแบบงง ๆ ตามคำสั่งที่ถูกส่งต่อกันมาจากผู้บริหาร เมื่อไม่มีบลูพรินต์ที่ดีและถูกต้อง ผลลัพท์มันก็จะออกมาแบบงง ๆ แบบนี้ล่ะ อีกอย่างเมื่อเราไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ ใครจะช่วยเราตรวจสอบความถูกต้องและความเรียบร้อยของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมากันล่ะ.. จริงไหม