T.LOGICAL RESOLUTION
อยากออกแบบ UX ให้ปัง ทำ 6 ข้อนี้ไม่มีพังแน่!

การจะออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันนึงในสมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องยากหรือแปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว เพราะเครื่องไม้เครื่องมือต่างก็พร้อมรองรับ ความสามารถของโปรแกรมเมอร์ก็เป็นเรื่องเบสิกกันหมดแล้ว สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญกว่านั้นคือการออกแบบให้มันสามารถใช้งานได้ง่ายต่างหากล่ะ! หากคุณออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันมาแล้วไม่มีคนใช้ เพราะมันไม่ตอบโจทย์แถมยังใช้งานยาก นั่นแปลว่าคุณกำลังละเลยเรื่องสำคัญอย่าง UX อย่างที่เราเคยพูดถึงในบทความก่อนไปอย่างแน่นอน วันนี้เราจะพามาดู 6 เคล็ดลับการทำงานเพื่อให้คุณสามารถวางแผนออกแบบ UX ให้ปัง ไม่พังกลางคันแน่นอน!

1.รีเสิร์ชข้อมูลผู้ใช้งาน

เข้าใจความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งาน ว่าพวกเขามีความรู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร เพื่ออะไร ปัญหาคืออะไร ฯลฯ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมันไปใช้ประโยชน์ต่อในข้อที่ 2

2. กำหนดปัญหา

นำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มารวมกัน จัดแบ่งข้อมูลแต่ละประเภท แล้วหา Key finding ให้เจอว่าปัญหาหลักของลูกค้าหรือผู้ใช้งานของคุณคืออะไรกันแน่ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะถ้าคุณหลงมัวเมาไปกับข้อมูลรายละเอียดปลีกย่อยจนจับประเด็นและมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงแล้วล่ะก็ คุณจะไม่สามารถทำให้ข้อ 3-6 ที่เหลืออยู่สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้เลย

ดังนั้น... ตั้งสติให้ดี!

3.ระดมความคิด

ได้เวลาสุมหัวของจริง! เริ่มวางแผนและออกแบบ wireframe แบบคร่าว ๆ (Low-fidelity wireframes*) ร่วมกับคนในทีมเพื่อหาโซลูชันให้ลูกค้า ขั้นตอนนี้เราไม่ได้จำกัดรูปแบบหรือจำนวน ดังนั้น...ยิ่งทุกคนในทีมช่วยกันนำเสนอไอเดียมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น

4. เลือกสิ่งที่ดีที่สุด

อย่างที่บอกไปในข้อ 3 เมื่อคุณเริ่มระดมความคิดและร่างแบบ wireframe คุณจะเริ่มมองเห็นข้อดีและข้อเสียในแต่ละแบบ จากนั้นจึงเลือกชั่งน้ำหนักและตัดสินใจจากสิ่งที่ดีที่สุด หรือบางทีสุดท้ายแล้วอาจจบที่การเลือกหยิบข้อดีของแต่ละส่วนมาผสมรวมกันแล้วขึ้นเป็น wireframe แบบ High-fidelity** อันเดียวก็เป็นไปได้

5. พิสูจน์ว่าดีจริง

แน่นอนว่าการเลือกตัดสินใจจากมุมมองของทีมงาน แม้จะมีกันหลายหัว แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงมุมมองของคนออกแบบ ไม่ใช่คนที่ใช้งาน เพราะฉะนั้นคุณควรนำสิ่งที่คุณเลือกแล้วว่าดี ไปให้กลุ่มผู้ใช้งานทดลองใช้เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่คุณคิดและออกแบบไว้ มันดีจริง ถ้าใช่ คุณก็เตรียมแผนการเปิดตัวต่อไปได้เลย แต่ถ้ามันยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ติดขัดอยู่ คุณก็แค่นำกลับไปแก้ไขให้มันดีที่สุดก่อนจะนำไปเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ใช้จริง Concept นี้มีให้เห็นอยู่เต็มไปหมด แม้กระทั่งพี่ใหญ่อย่าง Apple หรือ Microsoft ยังต้องมีการเปิดรอบ Beta ทุกครั้งก่อนจะเปิดให้ใช้งาน OS ของพวกเขาเลย แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ทำล่ะ จริงไหม!?

6. เรียนรู้ และแก้ปัญหา

ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ว่าคุณจะเตรียมการให้ดีอย่างไรจนมั่นใจได้ว่าโปรแกรมของคุณจะไม่มีบัคเลยก็ตาม แต่บางครั้งพฤติกรรมของผู้ใช้งานก็เปลี่ยนไปตามยุค นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณเห็นโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันต้องมีการอัปเดตอยู่เรื่อย ๆ นั่นก็เพราะพวกเขาเก็บคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานไปพัฒนาต่อให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

ที่จริงแล้วเช็กลิสต์ 6 ข้อนี้ไม่ได้ใช้สำหรับแค่การออกแบบ UX เท่านั้นนะ คุณอาจจะนำไปปรับใช้กับการทำงานส่วนอื่น ๆ ของคุณก็ได้เช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่คุณต้องใส่ใจ! ลองนำมันไปปรับใช้กันดูนะ

 

Note:

*Low-fidelity wireframes คือการวาด wireframe แบบคร่าว ๆ อาจจะเป็นการวาดมือเลยก็ได้ เพื่อให้เห็นภาพหรือไอเดียหลัก เน้นเค้าโครงหลักและฟีเจอร์เป็นสำคัญ

**High-fidelity wireframes คือการวาด wireframe ตัว Final ที่พัฒนาต่อมาจาก Low-fidelity หรือ Mid-fidelity wireframe โดยเน้นทุกรายละเอียดเหมือนพัฒนาเว็บไซต์หรือโปรแกรมของจริง

อยากออกแบบ UX ให้ปัง ทำ 6 ข้อนี้ไม่มีพังแน่!

การจะออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันนึงในสมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องยากหรือแปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว เพราะเครื่องไม้เครื่องมือต่างก็พร้อมรองรับ ความสามารถของโปรแกรมเมอร์ก็เป็นเรื่องเบสิกกันหมดแล้ว สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญกว่านั้นคือการออกแบบให้มันสามารถใช้งานได้ง่ายต่างหากล่ะ! หากคุณออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันมาแล้วไม่มีคนใช้ เพราะมันไม่ตอบโจทย์แถมยังใช้งานยาก นั่นแปลว่าคุณกำลังละเลยเรื่องสำคัญอย่าง UX อย่างที่เราเคยพูดถึงในบทความก่อนไปอย่างแน่นอน วันนี้เราจะพามาดู 6 เคล็ดลับการทำงานเพื่อให้คุณสามารถวางแผนออกแบบ UX ให้ปัง ไม่พังกลางคันแน่นอน!

1.รีเสิร์ชข้อมูลผู้ใช้งาน

เข้าใจความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งาน ว่าพวกเขามีความรู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร เพื่ออะไร ปัญหาคืออะไร ฯลฯ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมันไปใช้ประโยชน์ต่อในข้อที่ 2

2. กำหนดปัญหา

นำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มารวมกัน จัดแบ่งข้อมูลแต่ละประเภท แล้วหา Key finding ให้เจอว่าปัญหาหลักของลูกค้าหรือผู้ใช้งานของคุณคืออะไรกันแน่ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะถ้าคุณหลงมัวเมาไปกับข้อมูลรายละเอียดปลีกย่อยจนจับประเด็นและมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงแล้วล่ะก็ คุณจะไม่สามารถทำให้ข้อ 3-6 ที่เหลืออยู่สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้เลย

ดังนั้น... ตั้งสติให้ดี!

3.ระดมความคิด

ได้เวลาสุมหัวของจริง! เริ่มวางแผนและออกแบบ wireframe แบบคร่าว ๆ (Low-fidelity wireframes*) ร่วมกับคนในทีมเพื่อหาโซลูชันให้ลูกค้า ขั้นตอนนี้เราไม่ได้จำกัดรูปแบบหรือจำนวน ดังนั้น...ยิ่งทุกคนในทีมช่วยกันนำเสนอไอเดียมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น


4. เลือกสิ่งที่ดีที่สุด

อย่างที่บอกไปในข้อ 3 เมื่อคุณเริ่มระดมความคิดและร่างแบบ wireframe คุณจะเริ่มมองเห็นข้อดีและข้อเสียในแต่ละแบบ จากนั้นจึงเลือกชั่งน้ำหนักและตัดสินใจจากสิ่งที่ดีที่สุด หรือบางทีสุดท้ายแล้วอาจจบที่การเลือกหยิบข้อดีของแต่ละส่วนมาผสมรวมกันแล้วขึ้นเป็น wireframe แบบ High-fidelity** อันเดียวก็เป็นไปได้

5. พิสูจน์ว่าดีจริง

แน่นอนว่าการเลือกตัดสินใจจากมุมมองของทีมงาน แม้จะมีกันหลายหัว แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงมุมมองของคนออกแบบ ไม่ใช่คนที่ใช้งาน เพราะฉะนั้นคุณควรนำสิ่งที่คุณเลือกแล้วว่าดี ไปให้กลุ่มผู้ใช้งานทดลองใช้เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่คุณคิดและออกแบบไว้ มันดีจริง ถ้าใช่ คุณก็เตรียมแผนการเปิดตัวต่อไปได้เลย แต่ถ้ามันยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ติดขัดอยู่ คุณก็แค่นำกลับไปแก้ไขให้มันดีที่สุดก่อนจะนำไปเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ใช้จริง Concept นี้มีให้เห็นอยู่เต็มไปหมด แม้กระทั่งพี่ใหญ่อย่าง Apple หรือ Microsoft ยังต้องมีการเปิดรอบ Beta ทุกครั้งก่อนจะเปิดให้ใช้งาน OS ของพวกเขาเลย แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ทำล่ะ จริงไหม!?

6. เรียนรู้ และแก้ปัญหา

ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ว่าคุณจะเตรียมการให้ดีอย่างไรจนมั่นใจได้ว่าโปรแกรมของคุณจะไม่มีบัคเลยก็ตาม แต่บางครั้งพฤติกรรมของผู้ใช้งานก็เปลี่ยนไปตามยุค นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณเห็นโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันต้องมีการอัปเดตอยู่เรื่อย ๆ นั่นก็เพราะพวกเขาเก็บคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานไปพัฒนาต่อให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

ที่จริงแล้วเช็กลิสต์ 6 ข้อนี้ไม่ได้ใช้สำหรับแค่การออกแบบ UX เท่านั้นนะ คุณอาจจะนำไปปรับใช้กับการทำงานส่วนอื่น ๆ ของคุณก็ได้เช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่คุณต้องใส่ใจ! ลองนำมันไปปรับใช้กันดูนะ

 

Note:

*Low-fidelity wireframes คือการวาด wireframe แบบคร่าว ๆ อาจจะเป็นการวาดมือเลยก็ได้ เพื่อให้เห็นภาพหรือไอเดียหลัก เน้นเค้าโครงหลักและฟีเจอร์เป็นสำคัญ

**High-fidelity wireframes คือการวาด wireframe ตัว Final ที่พัฒนาต่อมาจาก Low-fidelity หรือ Mid-fidelity wireframe โดยเน้นทุกรายละเอียดเหมือนพัฒนาเว็บไซต์หรือโปรแกรมของจริง